ประโยชน์และความเสี่ยง 8 ข้อของการใช้กัญชาทางการแพทย์

ฺฺฺBenefit and risk of marijuana for Medical use

ในอดีตกัญชาเป็นสมุนไพรที่ถูกระบุในบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ปลดล็อกให้พืชชนิดนี้ถูกกฎหมายเพื่อผลักดันและส่งเสริมการใช้กัญชาทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคร้ายต่าง ๆ วันนี้ บทความจากคลินิเซอร์จึงขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยาครั้งนี้กันให้มากขึ้น! 

กัญชาทางการแพทย์คืออะไร

กัญชาทางการแพทย์ คือ การใช้สารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) ที่สกัดได้จากต้นกัญชาเพื่อประโยชน์ในการแพทย์ เช่น บรรเทาอาการของโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง รวมถึงความเจ็บปวดและอาการที่ไม่พึงประสงค์จากการทำเคมีบำบัด เป็นต้น

ยารักษาที่ผลิตขึ้นจากกัญชานั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการให้ยาผ่านการสูดพ่นไอระเหย รับประทานในรูปแบบของน้ำมันที่นำไปผสมกับอาหาร รวมถึงยาทาภายนอกและยาสอด โดยยาแต่ละประเภทจะมีอัตราการออกฤทธิ์ในร่างกายที่แตกต่างกัน เช่น ยาจากกัญชาแบบที่ต้องผสมกับอาหารจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาจากกัญชาที่ใช้วิธีการสูดดมไอระเหยโดยตรง เป็นต้น

สารแคนนาบินอยด์ในกัญชาช่วยรักษาโรคได้อย่างไร

หลายคนอาจสงสัยว่ากัญชามีสรรพคุณอะไรถึงสามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยได้ คำตอบก็คือในสมุนไพรนี้จะมีกลุ่มสารแคนนาบินอยด์มากกว่า 100 ชนิด ซึ่งหนึ่งในสารเคมีหลักที่ได้รับการวิจัยอย่างแพร่หลายคือ THC (Delta-9-Tetrahydrocannabinol) ที่มีฤทธิ์ทำให้ผ่อนคลายแต่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “เมายา” ส่วนอีกหนึ่งสาร คือ CBD (Cannabidiol) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผ่อนคลายแต่ไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทเหมือน THC

เมื่อร่างกายเราได้รับสารเหล่านี้ สารจะเข้าไปจับกับหน่วยรับแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid Receptors) ในสมองจนเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนมากพอเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ทราบแต่เพียงว่าร่างกายมนุษย์สามารถผลิตสารแคนนาบินอยด์ได้เองอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมร่างกายของเราถึงตอบสนองต่อกัญชาได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) จึงยังไม่อนุญาตให้นำใบกัญชามาใช้ทางการแพทย์ มีเพียงยาที่มีส่วนประกอบของสาร THC และ CBD ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาโรค เช่น ยาน้ำ Epidiolex ที่มีสารสกัด CBD จากกัญชามากถึง 99% ที่สามารถนำมาใช้ควบคุมอาการของผู้ป่วยโรคลมชักขั้นรุนแรง กัญชาทางการแพทย์จึงไม่ใช่การนำใบกัญชามารักษาโรคแต่เป็นการนำสารสกัดจากกัญชามาพัฒนายารักษาโรคต่าง ๆ นั่นเอง

4 ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ที่นักวิจัยยอมรับ

มีรายงานว่าการใช้สาร CBD ในกัญชาเพื่อบรรเทาอาการของโรคนั้นได้ผลดีในคนไข้หลายกลุ่ม เช่น โรคนอนไม่หลับ โรควิตกกังวล ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง และอื่น ๆ อีกมากมาย ทว่าในวงการแพทย์มีงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) ที่น่าเชื่อถือรองรับการใช้กัญชาประกอบการรักษาโรคเพียง 4 กลุ่มอาการเท่านั้น ได้แก่

  1. การควบคุมและบรรเทาอาการความเจ็บปวด

กัญชาทางการแพทย์นิยมใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดแบบเรื้อรัง (Chronic Pain) โดยสารในกัญชาจะเข้าไปปรับเปลี่ยนกลไกการรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดในสมอง มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด นอกจากนี้ การใช้กัญชาทางการแพทย์ยังปลอดภัยกว่าการใช้ยาโอพิแอต (Opiates) ซึ่งมีโอกาสเสียงต่อการติดยาสูงกว่า แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่พิสูจน์ได้ว่าสารสกัดจากกัญชาช่วยบรรเทาความปวดได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน วิธีนี้จึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายหากยาอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผล

  1. รักษาอาการลมชักบางประเภท

ยาที่มีสารสกัดจากกัญชา CBD ต่อ THC ในอัตราส่วน 20:1 สามารถใช้ควบคู่กับยาอื่น ๆ ในการควบคุมอาการลมชักจากกลุ่มอาการ Dravet Syndrome และ Lennox-Gastaut Syndrome ซึ่งจัดเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรงที่หาได้ยาก

  1. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการทำเคมีบำบัด

ยาที่มีสารโดรนาบินอล (Dronabinol) ซึ่งเป็นสารตระกูลแคนนาบินอยด์ที่คล้ายกับ THC สามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการทำเคมีบำบัด (Chemotherapy) เพื่อรักษาโรคมะเร็งได้ รวมถึงใช้บรรเทาอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดในผู้ป่วยโรค HIV และเอดส์

  1. บรรเทาอาการของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)

กัญชาทางการแพทย์เป็นประโยชน์ต่อการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนกลางและกล้ามเนื้อหดเกร็งที่เกิดจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโรคที่มีรายงานว่าใช้กัญชาทางการแพทย์ประกอบการรักษาแล้วได้ผล เช่น โรคพาร์กินสัน โรคไมเกรน และโรคนอนไม่หลับ แต่ยังไม่มีข้อมูลงานวิจัยระยะยาวที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าเมื่อใช้แล้วจะมีประโยชน์มากกว่าโทษหรือไม่

4 ความเสี่ยงหลักที่ต้องระวังเมื่อใช้กัญชาทางการแพทย์

แม้กัญชาทางการแพทย์จะมีประโยชน์มากถึง 4 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน แต่การนำสมุนไพรตัวนี้มาใช้ในการรักษาก็ต้องใช้ความระมัดระวังสูงและติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพราะการใช้สารสกัดจากกัญชายังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคนไข้หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามีสาร THC ถ้ามีในปริมาณมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่ตามมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 

  1. ภาวะจิตประสาท

มีหลักฐานว่าการใช้สารสกัดจากกัญชาประเภท THC เป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีภาวะป่วยทางจิตอยู่ก่อนแล้ว กัญชาสามารถกระตุ้นให้อาการเหล่านี้รุนแรงขึ้นได้ 

  1. เสี่ยงติดยาและเผชิญอาการถอนยา

ความเสี่ยงหนึ่งจากการใช้กัญชารักษาโรคในระยะยาวคือผู้ป่วยอาจเกิดอาการติดยา (Drug Dependence) หากเลิกใช้ ผู้ป่วยก็อาจต้องเผชิญกับภาวะถอนยา เช่น หงุดหงิด นอนไม่หลับ เพ้อ และ กระวนกระวาย เป็นต้น 

  1. ผลข้างเคียงต่อร่างกาย

มีรายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากกัญชาจะมีอาการมึนหัว ตาแดง ซึมเศร้า หัวใจเต้นเร็ว เกิดภาพหลอน ความคิดความจำแย่ลง และความดันโลหิตต่ำ นอกจากนี้ ผลกระทบของยาอาจส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจและความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุและการบาดเจ็บได้

  1. ความเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุ

หากมารดาใช้สารสกัดจากกัญชาระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารดังกล่าวผ่านทางรกเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่ออาการทางจิตและอารมณ์ของมารดารวมถึงพัฒนาการทางสมองของเด็กในครรภ์ กัญชายังมีความเสี่ยงต่อเด็กและผู้สูงอายุ แพทย์จึงห้ามใช้ยารักษาจากสมุนไพรนี้ในเด็กและผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี 

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันแม้กัญชาจะถูกกฎหมายและมีศักยภาพที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคและอาการต่าง ๆ ได้มากมาย แต่สมุนไพรตัวนี้ก็ยังมีความเสี่ยงหลายประการที่จะต้องผ่านการวิจัยทางคลินิก หรือ Clinical Trials ที่มีคุณภาพเสียก่อนจึงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทุกคนอย่างแท้จริง 

Share:

Related Research Updates